Bangkokbiznews.com

Top ad
Interactive Newsroom Bangkokbiznews
วันที่ 09 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
15:50:09 น.
ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

วันที่ปรับปรุง:15-07-2008 14:54:08
จำนวนเรื่อง :70
จำนวนผู้เข้าชม : 103

หมวดหมู่
โลกในมุมมองของ VALUE INVESTOR
ค้นหาเรื่องใน News Room





  CEO BLOG
  เศรษฐกิจ - ธุรกิจ
  เกาะติดการเมือง
  คุยเฟื่องเรื่องหุ้น
  อสังหาริมทรัพย์
  ท่องเที่ยว
  ยานยนต์
  ไลฟ์ไสต์
  สุขภาพ
  เอสเอ็มอี
  ไอที-นวัตกรรม
  ิอื่น ๆ
ห้องข่าว :

วันที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2552 เวลา 21:04:08 น.
แสดงความคิดเห็น [0] , จำนวนผู้อ่าน [1932]
"ทฤษฎี VI (1)"
By nives

Value Investment คืออะไร?    นั่นเป็นคำถามที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ    คำตอบที่ได้รับนั้นมักจะแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับ  “Value Investor”  แต่ละคน   ส่วนใหญ่แล้วคำตอบนั้นมักจะเป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิด  “แบบ VI”   ผมคิดว่าไม่มีคำตอบไหนที่จะอธิบายความหมายของ VI ได้อย่างสมบูรณ์ร้อยเปอร์เซ็นต์   เพราะว่าแท้ที่จริงแล้ว  VI นั้นเป็น  “ปรัชญา”  ที่อาจจะมีพื้นฐานจากแนวความคิดของ เบน เกรแฮม  แต่หลังจากนั้นก็มีนักคิดและนักปฏิบัติคนอื่นที่ช่วยกันเสนอแนวความคิดเพิ่มเติมหลากหลาย  

 

บางเรื่องก็แย้งกับแนวทางเดิมก็มีภาพรวมแล้ว พอจะบอกได้ว่าแนวทางแบบใดเป็นแบบ VI  และแนวไหนไม่ใช่   และต่อไปนี้ก็คือความพยายามของผมที่จะรวบรวมแนวความคิดหลัก ๆ  ของ VI ที่จะช่วยให้คนที่ยังสับสนว่าอะไรคือ VI  และการลงทุนแบบ VI นั้นทำอย่างไร   ผมอยากเรียกมันว่า  “ทฤษฎี VI”

 

ทฤษฎี VI ของผมจะเริ่มจาก  “โครงร่าง”  ที่จะครอบคลุมประเด็นหลัก ๆ ของ VI  ดังต่อไปนี้คือ  ข้อแรก  VI  มองการลงทุนในหุ้นว่าคือการลงทุนในธุรกิจ  พูดง่าย ๆ  ซื้อหุ้นก็คือซื้อธุรกิจหรือถ้าจะให้ถูกต้องจริง ๆ  ก็คือ  ซื้อส่วนหนึ่งของธุรกิจ  ไม่ใช่ซื้อกระดาษใบหนึ่งที่มีราคาขึ้นลงได้  ดังนั้น  การวิเคราะห์หุ้นก็คือการวิเคราะห์ว่าธุรกิจนั้นเป็นอย่างไร  ข้อสอง  ต้องหามูลค่าที่แท้จริงของหุ้น  ซึ่งก็คือการหามูลค่าของธุรกิจ 

 

นี่คือมูลค่าที่เกิดขึ้นจากการที่ธุรกิจสามารถสร้างกระแสเงินสดให้เราได้  ไม่ใช่มูลค่าที่มีคนมาเสนอซื้อจากเรา   ข้อสาม  ซื้อหรือขายหุ้นเมื่อมีส่วนต่างระหว่างมูลค่าที่แท้จริงกับราคาหุ้นในตลาด  โดยที่ส่วนต่างนั้นมีมากพอ  หรือเรียกว่ามี  Margin Of Safety  ข้อสี่  VI  นั้นจะต้องมี  EQ  หรืออารมณ์ที่มั่นคง  ไม่ถูกชักนำโดยจิตวิทยาสังคมหรือสภาวะของตลาดหลักทรัพย์   ข้อห้า  ต้องควบคุมความเสี่ยง  หรือเสี่ยงในระดับที่เหมาะสม  สุดท้ายก็คือ  ประเด็นอื่น ๆ  ที่เกี่ยวข้องในมุมมองของ VI

 

ข้อแรกในเรื่องของธุรกิจนั้น  VI  จะพยายามแยกหุ้นออกเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณสมบัติทางธุรกิจของหุ้นนั้นเป็นอย่างไร  การแยกแยะนั้นจะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์และคาดการณ์อนาคตของกิจการได้อย่างถูกต้องแม่นยำขึ้น

 

การแบ่งกลุ่มของหุ้นที่ค่อนข้างกว้างก็คือแนวที่บัฟเฟตต์เรียกว่า   กลุ่มหุ้น “ก้นบุหรี่”  กับกลุ่มหุ้น “Super Company”  โดยที่หุ้นก้นบุหรี่ก็คือหุ้นของบริษัทที่ไม่มีความสามารถโดดเด่นในการแข่งขัน  ซึ่งทำให้ราคาของหุ้นอาจจะถูกมากจนอาจทำให้คุ้มค่าที่จะซื้อ   ในขณะที่หุ้น  Super Company นั้นเป็นหุ้นของกิจการที่มีความแข็งแกร่งมากและมี  “ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ยั่งยืน”  ซึ่งทำให้บริษัทสามารถทำกำไรดีกว่าปกติได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน  หุ้นแบบหลังนี้  ถ้าเราสามารถซื้อได้ในราคาที่เหมาะสม  มันก็จะให้ผลตอบแทนการลงทุนที่ดีได้เป็นเวลานาน

 

VI ชื่อดังอย่าง ปีเตอร์ ลินช์ เองได้เสนอการแบ่งกลุ่มบริษัทให้ละเอียดขึ้นเพื่อให้สามารถวิเคราะห์กิจการได้แม่นยำขึ้น  เขาแบ่งกิจการออกเป็น 6 กลุ่มด้วยกัน  คือ  กลุ่มแรก  หุ้นโตช้า  ซึ่งเขาบอกว่าไม่น่าสนใจลงทุน  นี่น่าจะเป็นกลุ่มที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า “ตะวันตกดิน”   กลุ่มสอง  หุ้นแข็งแกร่ง  นี่คือหุ้นของกิจการขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง  เป็นหุ้นที่นักลงทุนเรียกว่าเป็น  หุ้น  “Blue Chip” หุ้นเหล่านี้จะโตไม่มากแล้ว  คนลงทุนควรจะเน้นว่ามันจ่ายปันผลในอัตราที่ดีจึงจะน่าสนใจที่จะซื้อลงทุน 

 

กลุ่มที่สาม  คือหุ้นโตเร็ว  นี่คือหุ้นที่มักจะมีขนาดเล็กลงมาแต่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว  เป็นกิจการที่ยังมีความเสี่ยงและอาจจะไม่เข้มแข็งมาก  แต่การลงทุนในหุ้นกลุ่มนี้โดยรวมมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีเพราะราคาหุ้นจะปรับตัวไปสูงมากและเป็นเวลานาน 

 

กลุ่มที่สี่  คือหุ้นวัฏจักร  นี่คือกิจการที่มีผลประกอบการขึ้นและลงเป็นรอบ ๆ  ที่ถ้าเราเข้าใจก็สามารถลงทุนซื้อและขายหุ้นในช่วงเวลาที่ถูกต้องได้  กลุ่มที่ห้า  คือกลุ่มหุ้นฟื้นตัว  นี่คือหุ้นของกิจการที่ประสบปัญหาหนักแต่กำลังฟื้นตัวหรือจะฟื้นตัวได้เนื่องจากเหตุผลบางประการเช่นบริษัทมีเงินสดมาก  การซื้อหุ้นแบบนี้ก็จะให้ผลตอบแทนที่ดีมากเมื่อกิจการฟื้นตัวแล้ว  สุดท้าย  หุ้นกลุ่มทรัพย์สินมาก  นี่คือหุ้นของกิจการที่มีทรัพย์สินมากกว่ามูลค่าหุ้นของบริษัทและทรัพย์สินนั้นมีค่าจริง   การลงทุนในหุ้นมีทรัพย์สินมากมักจะมีความปลอดภัยสูง

 

การแบ่งกลุ่มบริษัทนั้น  สำหรับ VI คงไม่มีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับว่าเขาเข้าใจธุรกิจมากน้อยแค่ไหน  ตัวอย่างที่ดูเหมือนจะเป็นข้อถกเถียงมากว่าเป็นแนวของ VI หรือไม่ก็คือในกรณีของ  บิล มิลเลอร์ ซึ่งประกาศตัวว่าเป็น  VI คนหนึ่ง  แต่เขาลงทุนในหุ้นกลุ่มไฮเทคมากและประสบความสำเร็จอย่างสูง  ทั้ง ๆ  ที่หุ้นไฮเทคนั้น  สำหรับ  VI  ส่วนใหญ่จะมองว่าเป็นหุ้นในกลุ่มของ  Growth Investor ซึ่งไม่ค่อยคำนึงถึงเรื่องของราคาถูกแพงของหุ้นซึ่งขัดกับแนวความคิดหลักของ VI ที่เน้นว่าต้องซื้อเฉพาะหุ้นที่มีราคาต่ำกว่าพื้นฐานเสมอ  

 

บิล  มิลเลอร์  เถียงว่า  หุ้นที่เขาลงทุนนั้น  แท้ที่จริงแล้วไม่ได้แพงเลยเมื่อมองถึงกระแสเงินสดในอนาคตที่กิจการเหล่านั้นจะทำได้ในอนาคตที่อาจจะไกลออกไปหน่อยแต่ก็เป็นกระแสเงินสดที่มากและน่าจะคาดการณ์ได้เมื่อคำนึงถึงธรรมชาติของธุรกิจของหุ้นไฮเทคที่เขาซื้อเหล่านั้น

 

หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์กิจการนั้น  นอกจากการที่ต้องพยายามจัดกลุ่มแล้ว  เราต้องเข้าใจว่าบริษัทนั้น  “หากิน”  อย่างไร   อะไรเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อผลประกอบการของบริษัททั้งในระยะสั้นและระยะยาวและปัจจัยเหล่านั้นมีการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและมากน้อยแค่ไหน  การเข้าใจตัวธุรกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญมากของการลงทุนแบบ  VI  และก่อนที่จะลงทุนนั้น  นักลงทุนจะต้องสามารถบอกเล่าเรื่องราวสั้น ๆ ที่ครอบคลุมหัวใจสำคัญของการดำเนินงานของธุรกิจหรือ  “Story”  ว่าทำไมหุ้นตัวนั้นถึง  “น่าลงทุน”    
 
 


 

Email This Article Print This Article
* รายละเอียดเพิ่มเติม

ร่วมแสดงความคิดเห็นคลิกที่นี่

เงื่อนไขในการแสดงความคิดเห็น
1. ทุกคนมีสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเสรี โดยไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย กล่าวพาดพิง
2. ทุกคนมีสิทธิ์ แสดงความคิดเห็นได้โดยความยาวไม่เกิน 500 ตัวอักษร ต่อ ความคิดเห็น
3. การลบความคิดเห็น ที่ไม่เหมาะสม สามารถกระทำได้ทันที โดยไม่ต้องมีการแจ้งให้ทราบ
ล่วงหน้า

4. ความคิดเห็นเหล่านี้ ไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย และไม่เกี่ยวข้องใดๆทั้งสิ้น
กับคณะผู้จัดทำเว็บไซต์
ร่วมแสดงความคิดเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น
Username
Password


Advertisement
web cast


Untitled Document
Gallery
10 เรื่องล่าสุด News Room
Designing Luxury
ง่าย.....เพราะไม่มีโผ
“Manager” หรือ “Leader” : Design Leadership
JAL: สอนอะไรใคร?
อนาคตส่งออกเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์
บทบาทและท่าทีของอียูหลังจากการประชุม COP15
จากวิกฤติดูไบ จะเป็นใครรายต่อไป...
ถึงเวลาแปลงโฉมธุรกิจ ให้ใช้ Open Source: ภาคปฏิบัติ
เรื่องอื้อฉาวไทเกอร์ วูดส์ คนละเรื่องเดียวกันกับการกีฬา
มุมมองของสถาบันทรัพยากรมนุษย์ที่มีต่อฟาร์มโชคชัย