ในคอลัมน์ ข้อคิดจากรอบข้าง เมื่อครั้งที่แล้ว ผู้เขียนได้เล่าถึงสูตรแห่งความสำเร็จของ ดร.คาซูโอะ อินาโมริ ผู้ก่อตั้งกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ เคียวเซรา ของญี่ปุ่น ซึ่งได้แก่
ความสำเร็จ = ความสามารถ x ความพยายาม x ทัศนคติ
และทิ้งท้ายให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่าทำไมปัจจัยทั้งสามในสูตรนั้น จึงคูณกันแทนที่จะบวกกัน ฉบับนี้ก็จะเฉลยคำตอบตามแนวคิดของ ดร. อินาโมริ
ท่านตอบคำถามนี้ว่า ถ้าปัจจัยทั้งสามบวกกันแล้ว สูตรนี้จะแสดงว่าผู้ที่มีความสามารถ แต่กำเนิดจะเหนือกว่าคนทั่วไปในทุกกรณีโดยไม่ต้องแม้กระทั่งกระดิกนิ้วทำอะไร ฉะนั้น คนทั่วไปที่มีความสามารถปานกลางย่อมไม่อาจจะแข่งได้เลยไม่ว่าจะทุ่มเทความพยายามสักเพียงใดก็ตาม
แต่เพราะปัจจัยทั้งสามคูณกันนั่นเอง ทัศนคติในทางบวกและความมุ่งมั่นบากบั่นจะมีระดับความสำคัญสูงกว่าความสามารถ ซึ่งก็เป็นข้อเท็จจริงในโลกปัจจุบันที่ปรากฏให้เห็นหลายครั้งหลายครา ที่คนซึ่งมีความสามารถในระดับปกติแต่มีทัศนคติที่ดี และมีความมานะพยายามอย่างสูง จะมีผลงานที่ดีกว่าผู้ซึ่งมีความสามารถพิเศษหรือที่เรียกว่าพรสวรรค์ แต่มีทัศนคติเชิงลบและไม่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำงาน
ถ้าจะพิจารณาจาก ระดับ ของแต่ละปัจจัยในสูตรแห่งความสำเร็จของ ดร.อินาโมริ แล้ว จะเห็นได้ชัดเจนว่า ทัศนคติ เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในมุมมองของ ดร.อินาโมริ เพราะมีระดับตั้งแต่ -100 ถึง +100 ในขณะที่ ความสามารถ และ ความพยายาม มีระดับเท่ากันคือ 0-100
ดร.อินาโมริ กล่าวว่า เขาเคยพูดคุยกับบรรดาผู้จัดการฝ่ายต่างๆ ในแวดวงธุรกิจของเขาเกี่ยวกับสูตรแห่งความสำเร็จที่เขาคิดขึ้นนี้ ส่วนใหญ่จะเห็นพ้องกันในส่วนของ ความสามารถ และ ความพยายาม แต่มักจะลืมความสำคัญของ ทัศนคติ ซึ่งสำหรับดร.อินาโมริ แล้ว บุคคลที่มีความสามารถระดับอัจฉริยะและมีความขยันอดทนแต่มีจิตใจคิดแต่ในทางร้ายนั้นเป็นอันตรายที่น่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง
ดร.อินาโมริ จบปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์ด้านเคมีประยุกต์จากมหาวิทยาลัยคาโงชิมะ ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศญี่ปุ่น ในช่วงที่เขาสำเร็จการศึกษานั้น การหางานทำสำหรับบัณฑิตใหม่ในประเทศญี่ปุ่นเป็นเรื่องยากมาก เขาได้ยื่นใบสมัครที่บริษัทต่างๆ มากมายหลายแห่งแต่ไม่มีที่ใดตอบรับเขาเลย
คาซูโอะ อินาโมริ ในวัยหนุ่มขณะนั้นรู้สึกผิดหวังและเสียใจอย่างยิ่ง เขาคิดว่าโลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมกับเขาเสียจริงๆ จนคิดจะทำตัวแบบ โรบินฮู้ด นั่นคือ ปล้นสะดมเศรษฐีเอาไปแจกจ่ายแก่คนยากไร้ เขากล่าวภายหลังว่าถ้าเขายังคงมีทัศนคติที่เลวร้ายเช่นนั้นอยู่ต่อไป เขาอาจจะกลายเป็นหัวหน้าแก๊งอันธพาลแทนที่จะเป็นนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงระดับโลกเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ก็ได้
ดร.อินาโมริ บอกว่ามีเพียง เส้นบางๆ แบ่งกั้นระหว่างคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับคนประเภทหลังนั้นไม่จำเป็นจะต้องเป็นผู้ที่ไม่มีความรับผิดชอบในหน้าที่การงานเสมอไป บางคนมีความจริงใจ กระตือรือร้น และขยันทำงาน แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งนี้เพราะเส้นที่แบ่งกั้นนั้นถึงแม้ว่าจะบางแต่ก็ยากที่จะทะลุทะลวงผ่านไปได้ ต้องอาศัยความมุ่งมั่นและอดทนอย่างยิ่งยวด กล่าวคือ
มีคนจำนวนมากที่พยายามทำงานแต่ความพยายามของเขามีขีดจำกัด เมื่อเจออุปสรรคที่ยากลำบากก็จะเลิกล้มความตั้งใจและหาเหตุผลให้แก่การกระทำของตนเองว่า เพราะเหตุใดจึงทำงานนั้นไม่สำเร็จ ถ้าคนทั้งโลกคิดเช่นนั้นเราคงไม่มีนวัตกรรมใหม่ๆ ให้ได้ใช้ประโยชน์กันจนถึงทุกวันนี้
ดร.อินาโมริ คิด สูตรแห่งความสำเร็จ นี้ขึ้นมาเมื่อเขาร่วมกับเพื่อนตั้งบริษัทเกียวโตเซรามิค เมื่ออายุเพียง 27 ปี เพื่อเป็น แรงบันดาลใจ ในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จร่วมกัน และเขายังคงยึด สูตรแห่งความสำเร็จ นี้เป็นแนวทางในการทำธุรกิจ และดำเนินชีวิตส่วนตัวอยู่จนถึงปัจจุบันที่ เคียวเซรา ได้กลายเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกแล้ว
หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะได้ข้อคิดจาก สูตรแห่งความสำเร็จ ของ ดร.คาซูโอะ อินาโมริ บ้างนะคะ