ถ้าพูดถึง ดร.คาซูโอะ อินาโมริ อาจมีคนไทยจำนวนไม่มากนักที่รู้จักชื่อของเขา แต่ถ้าพูดถึงกลุ่มธุรกิจเคียวเซรา (Kyocera) ซึ่งเป็นยักษ์ใหญ่รายหนึ่งของโลก ที่ผลิตเซรามิกสำหรับอุปกรณ์ไฮเทคและสินค้าอิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ ตลอดจน KDDI Corporation ซึ่งเป็นบริษัทเครือข่ายโทรศัพท์มือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่นแล้ว มีนักธุรกิจจำนวนน้อยมากที่ไม่รู้จักกลุ่มธุรกิจระดับโลกนี้
ดร.คาซูโอะ อินาโมริ คือผู้ก่อตั้งธุรกิจยักษ์ใหญ่เหล่านั้น เขาเริ่มต้นตั้งบริษัท Kyoto Ceramic (ปัจจุบันคือ Kyocera Corporation) ร่วมกับเพื่อนเมื่อปี ค.ศ.1932 ในขณะที่มีอายุเพียง 27 ปี โดยใช้เงินเพียง 10,000 ดอลล่าร์สหรัฐ ในปี 1984 เมื่อมีการเปลี่ยนกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจโทรคมนาคมของญี่ปุ่น เขาได้ก่อตั้งบริษัท DDI ซึ่งปัจจุบันคือ KDDI เพื่อแข่งขันกับบริษัท NTT ซึ่งผูกขาดธุรกิจดังกล่าวมาโดยตลอด
ดร.อินาโมริ เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากจะทำธุรกิจประสบความสำเร็จระดับโลกแล้ว เขายังเป็นผู้อุทิศตนเพื่อสังคมอย่างมากโดยก่อตั้งมูลนิธิอินาโมริ และรางวัลเกียวโต (Kyoto Prize) เพื่อสนับสนุนผู้ที่มีผลงานดีเด่นทั้งในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อารยธรรม และศาสตร์ต่างๆ เกี่ยวกับมนุษย์ ดร. อินาโมริ ไม่ได้เป็นที่ชื่นชมเฉพาะแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น เขายังได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัยชั้นนำหลายแห่ง ทั้งในสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ อีกทั้งยังได้รับเชิญให้เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ขององค์กร และสถาบันที่มีชื่อเสียงในหลายประเทศด้วย
ผู้เขียนนั้นชื่นชอบ ดร.คาซูโอะ อินาโมริ ไม่เฉพาะแต่ความเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคนหนึ่งของโลกเท่านั้น หากแต่ชื่นชมปรัชญาในการบริหารธุรกิจและการดำเนินชีวิตของเขา ซึ่งมีมุมมองที่ลึกที่ซึ้งในเรื่อง คุณค่าของคน เขาได้ถ่ายทอดความคิดของเขาในหนังสือหลายเล่มซึ่งติดอันดับขายดีมากในญี่ปุ่น ตลอดจนการเป็นวิทยากรรับเชิญทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ปาฐกถาของเขาแต่ละครั้งได้รับกระแสตอบรับอย่างดียิ่งจากทั้งนักธุกิจและนักวิชาการ
ผู้เขียนได้ติดตามผลงานของเขาในด้านต่างๆ และนำปรัชญาในการทำงานและการใช้ชีวิตของเขามาประยุกต์ใช้ โดยเฉพาะ สูตรแห่งความสำเร็จ ที่เขาได้คิดขึ้นและให้นิยามของปัจจัยต่างๆ ในสูตรดังกล่าวไว้ด้วย
ความสำเร็จ = ความสามารถ x ความพยายาม x ทัศนคติ
ความสามารถ ในที่นี้คือความเฉลียวฉลาด เชาวน์ปัญญา ตลอดจนสุขภาพร่างกายที่ส่วนใหญ่มีมาแต่กำเนิด ซึ่งดร.อินาโมริให้ระดับ 0-100 สำหรับปัจจัยนี้
ความพยายาม คือความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีระดับ 0-100 เช่นเดียวกัน
ทัศนคติ คือมุมมองเกี่ยวกับการงานและการดำเนินชีวิต ซึ่งดร. อินาโมริเห็นว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดจึงมีระดับตั้งแต่ -100 ถึง + 100
ดร. อินาโมริ มีความเห็นว่ามนุษย์เรานั้นยิ่ง คิดบวก และมีความมุ่งมั่นมากเท่าใด โอกาสที่จะประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงานและชีวิตส่วนตัวก็ยิ่งจะมากขึ้นเท่านั้น
ในทางตรงข้าม ถ้าบุคคลใด คิดลบ ตลอด นั่นคือมองโลกในแง่ร้ายหรือจิตใจจมดิ่งในความเกลียดชังหรืออิจฉาริษยา ชีวิตส่วนตัวและหน้าที่การงานก็จะได้รับผลในลักษณะเดียวกัน
ทำไมปัจจัยทั้งสามในสูตรแห่งความสำเร็จของ ดร. อินาโมริ จึงคูณกันแทนที่จะบวกกัน? ผู้เขียนจะเฉลยคำตอบจากมุมมองของดร.อินาโมริ ในคอลัมน์นี้ฉบับต่อไปนะคะ